ดีเจออสซี่ไปมาทั่วโลกแต่มาสิ้นท่าที่ไทย! ถูกจับจำคุกตลอดชีวิตเพราะมี”ยาอี”กลางผับพัทยา

เว็บไซต์เดลีเมล์เปิดเรื่องราวของดีเจหนุ่มชาวออสเตรเลีย ที่ออกเดินทางไปเป็นดีเจทั่วโลก ไม่เว้นกระทั่งที่พัทยา และที่ฟูลมูนปาร์ตี้ที่เกาะพะงัน มีสาวๆรายล้อมมากมาย ก่อนจะถูกจับฐานมียาเสพติดและถูกพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิตในประเทศไทย รายงานระบุว่า นายเจค มาสโตรเอียนนี วัย 26 ปี ชาวเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย มีอาชีพเป็นดีเจ และเดินทางไปทั่วโลกทั้งที่ประเทศจีน และประเทศสเปน ก่อนจะมาเป็นดีเจที่ฟูลมูนปาร์ตี้ ที่เกาะพะงัน และที่พัทยา ประเทศไทย ภาพในโซเชียลมีเดียแสดงให้เห็นนายมาสโตรเอียนนี หรือชื่อในวงการ ดีเจแบดเมาธ์ ทำงานในบาร์ต่างๆมีสาวๆมากหน้าหลายตา แต่แล้วในปี 2557 ดีเจแบดเมาธ์ถูกตำรวจจับกุมที่บาร์แห่งหนึ่งริมหาดพัทยา ฐานมียาอี 61 เม็ด ในครอบครอง และถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ปัจจุบัน นายมาสโตรเอียนนี ติดคุกอยู่ที่เรือนจำกลางคลองเปรม กรุงเทพฯ ซึ่งรายงานของเดลีเมล์อธิบายว่า เรือนจำกลางคลองเปรม เป็นคุกที่คับแคบ มีเชื้อโรคแพร่กระจายรวดเร็ว หากมีความขัดแย้งระหว่างนักโทษมักจะแก้ปัญหากันด้วยการชกต่อย และนักโทษมักจะมีความสัมพันธ์กับ”เลดี้บอย“หรือกะเทยในคุก ด้านเว็บไซต์เดอะการ์เดียน เผยว่า โทษของนายมาสโตรเอียนนีน่าจะน้อยลงกว่านี้ หากยอมรับสารภาพไปตั้งแต่ตอนแรก แต่ทนายความของเขาบอกว่าไม่ต้องยอมรับ นายทิม วาร์ด ผู้ที่รู้จักดีเจแบดเมาธ์ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า  “ประเทศไทยเป็นสถานที่แห่งความสนุกสนานที่ไม่ค่อยมีกฎมากนัก แต่มีกฎหนึ่งที่สำคัญคือ อย่าเล่นยา” ทั้งนี้ ตามกฎแล้ว สามารถส่งตัวนายมาสโตรเอียนนีกลับไปจำคุกต่อที่ประเทศบ้านเกิดได้ภายหลัง 6 ปี แต่ไม่มีอะไรรับประกันว่าการส่งตัวจะได้รับการอนุมัติ

ที่มา>>>ข่าวสด

หญิงจีนปล่อยลูกชาย”ฉี่”รดพื้นห้องหรูหราของพระราชวังฤดูร้อน 300 ปีของรัสเซีย!

เว็บไซต์เซี่ยงไฮ้อิสต์รายงานว่า นักท่องเที่ยวจีนปล่อยให้ลูกชายตัวน้อยของตนปัสสาวะลงบนพื้นห้องที่หรูหราของพระราชวังแคเธอรีนอายุหลายร้อยปี ที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย จากรายงานของสื่อรัสเซีย เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา ระหว่างที่นักท่องเที่ยวกำลังเยี่ยมชมความงดงามของพระราชวังแคเธอรีน หนูน้อยนักท่องเที่ยวชาวจีนคนหนึ่ง บอกแม่ว่าตนเองปวดปัสสาวะ แต่แทนที่หญิงชาวจีนจะพาลูกน้อยไปเข้าห้องน้ำ กลับปล่อยให้ลูกชายปัสสาวะลงบนพื้นไม้ของพระราชวังทันที ท่ามกลางความตื่นตะลึงของนักท่องเที่ยวอื่นๆและเจ้าหน้าที่ของพระราชวัง เจ้าหน้าที่ของพระราชวัง กล่าวว่า ครั้งนี้น่าจะเป็นครั้งแรกที่มีคนปัสสาวะลงบนพื้นในห้องของพระราชวังที่มีอายุเกือบ 300 ปี แห่งนี้ ด้านสื่อของรัสเซียยังรายงานอีกว่า ในโซเชียลมีเดียของรัสเซียเริ่มเกิดกระแสเบื่อหน่ายนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเที่ยวจำนวนมาก และหลายคนทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม สมาชิกของสมาคมไกด์รัสเซียคนหนึ่ง ระบุว่า เป็นความรับผิดชอบของไกด์ชาวจีนที่จะต้องทำให้แน่ใจว่า เหตุการณ์แบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก โดยการบอกแก่ชาวจีนว่าการกระทำเช่นนั้นไม่เหมาะสม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระราชวังของอดีตจักรพรรดิรัสเซียหลายพระองค์ ทั้งนี้ พระราชวังแคเธอรีน สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2260 (ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระที่นั่งท้ายสระ แห่งราชวงศ์บ้านพลูหลวงของกรุงศรีอยุธยา) โดยจักรพรรดินีแคเธอรีนที่ 1 แห่งรัสเซีย เป็นพระราชวังฤดูร้อนของสมาชิกราชวงศ์รัสเซีย

ที่มา>>>ข่าวสด

จริงจังแค่ไหน! เคเอฟซี ออกประกาศตามหาเหล่าฮีโร่ ผู้เรียกร้องให้เมนู ไก่กรอบ Chili Cheese กลับคืนมา!!

จริงจังแค่ไหน! เคเอฟซี ออกประกาศตามหาเหล่าฮีโร่ ผู้เรียกร้องให้เมนู ไก่กรอบ Chili Cheese กลับคืนมา!!

           หลายคนน่าจะเคยเห็นป้ายประกาศตามหาคนหาย ไม่ว่าจะตามป้ายโฆษณาที่ติดอยู่ตามถนนหรือบนโซเชียลมีเดียต่างๆ คราวนี้เป็นทีของแบรนด์ไก่ทอดชื่อดังอย่างเคเอฟซี ที่ออกมาตามหาคนกันบ้าง และไม่ใช่แค่หาคนหายเท่านั้น แต่ยังจะตามหาเพื่อแจกรางวัลให้พวกเขาเหล่านั้นด้วย!

ใครที่ใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสในการสัญจรหรือใช้โซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊กในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมานี้ คงจะได้เห็นป้ายหรือโปสเตอร์สีแดงขนาดใหญ่ ที่มีข้อความว่า “MOST WANTED มอบตัวเดี่ยวนี้ มีรางวัลให้ จาก KFC ไก่กรอบ Chili Cheese”  โดยทางเคเอฟซีเรียกคนเหล่านี้ว่า “เหล่าฮีโร่”  ซึ่งจุดเริ่มต้นของเหล่าฮีโร่คือการลงชื่อเพื่อเรียกร้องให้นำเมนู เคเอฟซี ไก่กรอบ Chili Cheese กลับมาผ่านทาง www.change.org  จนทำให้เคเอฟซีตัดสินใจนำเมนูนี้กลับมาอีกครั้ง

นอกจากที่จะออกประกาศตามหาบนป้ายโฆษณาต่างๆ แล้ว เมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมาบนเฟซบุ๊กแฟนเพจ KFC Thailand ก็ได้โพสต์ภาพกิจกรรมเพื่อให้ทุกคนช่วยตามหาเหล่าฮีโร่ ซึ่งถ้าหากชี้เบาะแสจนสามารถตามหาจนเจอ ก็จะได้ไปร่วมงาน ฉลองสุดพิเศษ Chili Cheese Hero ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16 มิถุนายน ที่ เคเอฟซี สาขาเกตเวย์ เอกมัย (Gateway) เพื่อให้เหล่าฮีโร่และคนที่ช่วยตามหาได้ลิ้มรสชาติของ เคเอฟซี ไก่กรอบ Chili Cheese ก่อนใคร พร้อมลุ้นรางวัลในงาน

สำหรับเมนูเคเอฟซี ไก่กรอบ Chili Cheese เป็นหนึ่งในเมนูพิเศษที่ทางเคเอฟซี นำมาวางขายครั้งแรกเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ด้วยรสชาติที่ผสมผสานระหว่างความหอมของพริกเผา คลุกเคล้าเชดด้าร์ชีสเข้มข้น ให้รสชาติจัดจ้านเข้มข้น เผ็ดนิดๆ และหอมชีสจนหลายๆ คนติดใจ

       งานนี้ต้องมารอลุ้นกัน ว่าเคเอฟซีออกมาตามหาทั้งที จะเจอ “เหล่าฮีโร่” ทั้ง 11 คนหรือไม่ แต่นอกจากจะช่วยลุ้นแล้ว ถ้าใครที่รู้จักบุคคลเหล่านี้ ก็อย่าลืมช่วย เคเอฟซี ตามหาด้วยนะ เพราะคุณอาจจะเป็นหนึ่งในผู้โชคดีที่จะได้ไปลิ้มรสชาติของ เคเอฟซี ไก่กรอบ Chili Cheese ก่อนใครๆ !
ที่มา>>>Sanook

ผมไม่ใช่คนเลวร้าย! มือปาหินน้อยใจถูกประณาม ยันโดนด่าให้ไปตาย

มือปาหินใส่รถเก๋งพ่อแม่ลูกชนเสาไฟฟ้าข้างทางที่ภูเก็ต วอนสังคมอย่าประณาม ถ้าคุณไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ สารภาพบันดาลโทสะ ทั้งถูกปาดหน้า ตะโกนด่าให้ไปตาย และไม่รู้ว่าในรถมีเด็ก ชี้เป็นอุทาหรณ์ของผู้ใช้รถใช้ถนน…

เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2559 ที่ห้องประชุมชั้น 2 สภ.เมืองภูเก็ต พ.ต.อ.พีระยุทธ การะเจดีย์ รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต พ.ต.ท.สมศักดิ์ ทองเกลี้ยง สว.สส.สภ.เมืองภูเก็ต ร่วมกันแถลงข่าวคดีทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสและทำให้เสียทรัพย์ เหตุเกิดเมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมาบริเวณ ถ.เทพกระษัตรี ตรงข้ามซอยแหลมหิน ต.รัษฎา อ.เมือง โดยผู้ต้องหาคือ นายอนุชา ยีมูดา อายุ 20 ปี ใช้ก้อนหินปาใส่กระจกรถเก๋งมาสด้า 2 สีขาว ทะเบียน กบ 5271 ภูเก็ต จนเป็นเหตุให้รถเกิดอุบัติเหตุชนเสาไฟฟ้าข้างทาง มีผู้บาดเจ็บสาหัสและทรัพย์สินส่วนบุคคลเสียหายภาพจากกล้องวงจรปิด จับภาพผู้ต้องหาในคดีใช้ก้อนหินปาใส่กระจกรถเก๋ง

พ.ต.อ.พีระยุทธ การะเจดีย์ รอง ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต กล่าวว่า หลายคนคงทราบกันดีแล้วว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพราะสาเหตุขับรถปาดหน้ากัน ด่าทอกัน จนเกิดบันดาลโทสะ ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุและมีผู้บาดเจ็บ ซึ่งมีการนำคลิปภาพจากกล้องวงจรปิดไปเผยแพร่ตามโซเชียลมีเดียต่างๆ แล้ว คดีก็ว่ากันไปตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ส่วนจะมีคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมหรือไม่นั้น อยู่ระหว่างการสอบสวน แต่จากการพูดคุยกับนายอนุชา ผู้ต้องหา พบว่าทำไปเพราะเหตุบันดาลโทสะ หลังจากถูกขับรถปาดหน้าและถูกต่อว่า ซึ่งเป็นสิทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหาในการให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนสภาพของรถเกิดอุบัติเหตุชนเสาไฟฟ้าข้างทาง และมีผู้บาดเจ็บสาหัส

ขณะที่ นายอนุชา กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและน้อยใจว่า ตนเองไม่ใช่คนเลวร้ายอย่างที่คนในโลกโซเชียลกล่าวหา หรือ ประฌาม เหตุการณ์ดังกล่าวตนเองต้องการที่จะขี่รถไปบอกคนขับรถเก๋งให้ขับรถดีๆ มิฉะนั้นอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นได้ แต่คนขับกลับไม่ฟังและยังต่อว่ากลับมา ทำให้ตนเองเกิดบันดาลโทสะหยิบก้อนหินข้างถนนขว้างปาใส่รถ และไม่คิดว่าในรถจะมีเด็ก ถ้ารู้คงไม่ทำอย่างแน่นอน ถ้ายังทำ ตนก็ไม่ใช่คนแล้ว ส่วนคนที่วิจารณ์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่มีใครอยู่ในที่เกิดเหตุ จึงไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร จึงไม่สมควรที่จะมาวิจารณ์หรือประฌามในสิ่งที่ไม่จริง หรือเกินความเป็นจริง ซึ่งสิ่งที่ตนเองทำลงไป ยอมรับว่าโมโห แต่ขอวอนสังคมพิจารณาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ด้าน พร้อมกับขอความเป็นธรรมให้กับครอบครัวที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย

“ขอฝากไปยังผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน อย่าใจร้อน หนักนิดเบาหน่อยให้อภัยกัน มิฉะนั้นจะเป็นเหมือนผม ที่ต้องกลายเป็นผู้กระทำผิด” นายอนุชา กล่าว.

ที่มา>>>Thairath