ตร.เชียงรายยึดเนื้อเถื่อน 2 ตัน คาดลอบส่งร้านก๋วยเตี๋ยว กินอาจถึงตาย!

ตำรวจเชียงราย ยึดเนื้อเถื่อนแช่แข็งลอบนำเข้า 100 กระสอบ หนัก 2 ตัน เตรียมส่งร้านค้ามินิมาร์ท ร้านก๋วยเตี๋ยว หน.ด่านกักกันสัตว์เชียงราย เตือนปชช.หากบริโภคไปอันตรายถึงตาย สั่งฝังกลบทำลาย ส่วนผู้ต้องหา 3 รายหลบหนีข้ามฝั่งลาว…

เมื่อวันที่ 30 มี.ค.59 น.ต.จตุรงค์ ขจรฟุ้ง หน.สน.เรือเชียงของ จ.เชียงราย ได้รับแจ้งจากสายว่า มีผู้ลักลอบขนเนื้อสัตว์เข้าประเทศบริเวณริมน้ำโขง บ้านห้วยกอก ต.เวียง จึงประสาน ร.ต.อ.วรรณชัย สุขแจ่ม รอง สว.ตม.เชียงแสน สภ.เชียงของ นำกำลังออกตรวจริมน้ำโขงถึงที่เกิดเหตุ พบกระสอบเนื้อแช่แข็งจำนวน 100 ถุง น้ำหนักรวมประมาณ 2 ตัน วางกองอยู่ที่ริมน้ำ มีตัวพิมพ์สีแดง Lips ติดที่หน้าถุงพลาสติก และขณะที่เจ้าหน้าที่ไปถึงมีชาย 2-3 คน ที่ลำเลียงของมาเกิดไหวตัวทัน รีบลงเรือขับหลบหนีออกแม่น้ำโขงข้ามฝั่งลาวไปได้

วางกองอยู่ที่ริมน้ำโขง บ้านห้วยกอก ต.เวียง อ.เชียงแสน มีตัวพิมพ์สีแดง Lips ติดที่หน้าถุงพลาสติก
กำลังเจ้าหน้าที่ร่วมกันตรวจยึดเนื้อวัวลักลอบนำเข้า

จากการตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุไม่พบใครมาแสดงตัวรับของ จึงยึดเป็นของกลาง ในข้อหาลักลอบนำซากสัตว์เข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ พ.ศ.2558 และผิดตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469

กระสอบเนื้อแช่แข็ง
นำไปกำจัดโดยการฝังกลบ ที่บ้านห้วยกอก หมู่ 14 ต.เวียง อ.เชียงของ เพราะหากมีคนรับประทานไปอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

ต่อมาเวลา 20.00 น. นายประเสริฐ เสทธะยะ หน.ด่านกักกันสัตว์เชียงราย เข้าตรวจสอบปรากฏว่าเป็นเนื้อโคแช่แข็งไม่ปรากฏแหล่งผลิต เป็นสินค้าเนื้อแช่แข็งผ่านแดน แต่ผู้ลักลอบได้นำย้อนกลับมาขายในประเทศไทย มูลค่าทั้งหมดประมาณ 6 แสนบาท เมื่อนำเข้าได้ส่วนใหญ่จะส่งไปขายตามร้านก๋วยเตี๋ยว ร้านอาหาร และมินิมาร์ท ซึ่งต้องระวัง เพราะการเดินทางมาไกลทำให้เนื้ออาจเน่าเสียได้ และเป็นพิษต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นซากสัตว์ไม่ปรากฏที่มา เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดและนำไปกำจัดโดยการฝังกลบ ที่บ้านห้วยกอก หมู่ 14 ต.เวียง อ.เชียงของ ภายในคืนเดียวกัน.

ที่มา>>>Thairath

“ดาว์พงษ์” ปัดตอบเรียนฟรี 12 ปี-ขอวิเคราะห์ก่อน

ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (รธน.) พ.ศ…หมวดที่ 5 หน้าที่ของรัฐ ในมาตรา 54 ระบุว่า รัฐต้องให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งหลายฝ่ายโดยเฉพาะผู้ปกครองห่วงใยว่าจะส่งผลให้โครงการเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดำเนินการอยู่ต้องล้มเลิก ทำให้เด็กระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ไม่ได้รับการอุดหนุนนั้น พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ต้องขอวิเคราะห์ในรายละเอียดก่อน ถึงจะตอบได้ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร อย่างไรก็ตามในร่างรัฐธรรมนูญก็กำหนดไว้ว่ารัฐต้องดำเนินการให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการศึกษาตามความถนัด และให้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ ลดความเหลื่อมล้ำในการศึกษาด้วย

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ในรัฐธรรมนูญร่างแรก รมว.ศึกษาธิการได้ให้องค์กรหลักวิเคราะห์ผลกระทบ และความคิดเห็นเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในส่วนของ สอศ.ได้ให้ความเห็นไปว่าการกำหนดให้รัฐดำเนินการดังกล่าว จะกระทบต่อการจัดการอาชีวศึกษา เนื่องจากเดิมมีโครงการเรียนฟรี 15 ปี หากรัฐธรรมนูญใหม่กำหนด 12 ปี จะทำให้เด็ก ปวช.ไม่ได้รับการอุดหนุน ซึ่งอาจจะส่งผลให้เด็ก ปวช.ออกกลางคันเพิ่มมากขึ้น.

ที่มา>>>Thairath

‘ซิโก้’ หวังช้างศึกเล่นคงเส้นคงวา รอบ 12 ทีม ศึกคัดบอลโลก

 

ซิโก้เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง หวังลูกทีม “ช้างศึก” ทีมชาติไทย จะเล่นกันอย่าง “ท็อปฟอร์ม” และคงเส้น คงวาให้มากที่สุด ในเกมรอบ 12 ทีมสุดท้ายของศึกคัดบอล โลก โซนเอเชีย หลังที่ผ่านมาในรอบที่สอง ฟอร์มโดยรวมยังไม่ได้อย่างที่คาดหวังเอาไว้ โดยเล่นได้แค่เพียง 60-70 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ขณะที่ประธานฝ่ายพัฒนาเทคนิค “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล เผยการเก็บตัวฝึกซ้อมของทีมชาติไทยต้องยึดหลักสากล และเป็นไปไม่ได้ที่สโมสรจะยอมให้เก็บตัวระยะยาว ขณะที่เกมอุ่นเครื่องต่อไปนี้ต้องเน้นทีมคุณภาพ และต้องหาโอกาสไปลับแข้งต่างแดน เพื่อสร้างความคุ้นเคยกับการเล่นระบบเหย้า-เยือน

ตามที่ “บิ๊กอ๊อด” พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้เตรียมเชิญ “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ประธานฝ่ายพัฒนาฝ่ายเทคนิค, นายศุภสิน ลีลาฤทธิ์ อุปนายกสมาคมฯ ฝ่ายจัดการแข่งขัน, สภากรรมการ รวมทั้ง “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กุนซือใหญ่ทีมชาติไทยมาประชุมกันในวันที่ 31 มี.ค.นี้ เพื่อวางแผนเตรียมทีม “ช้างศึก” ทีมชาติไทย เข้าแข่งขันฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือกโซนเอเชีย รอบสาม (รอบ 12 ทีมสุดท้าย)

โดยกุนซือ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง กล่าวว่า การเตรียมทีมต้องขอความเห็นจากสมาคมฯ รวมทั้งสโมสรต้นสังกัดนักเตะว่าจะมีคำแนะนำอย่างไร ซึ่งจากการแข่งขันในรอบ 2 แม้ไทยจะไม่แพ้ใครและสามารถยึดแชมป์กลุ่มมาได้ด้วยผลงานเหนือกว่าอิรักที่เป็นตัวเต็ง แต่ตนยังไม่พอใจนัก พลพรรคช้างศึกเล่นได้เพียงแค่ 60-70 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ยังสามารถเร่งฟอร์มได้มากกว่านี้

“สำหรับผม บอกได้เลยว่าฟอร์มของทีมชาติไทยยังไม่ได้อย่างที่หวังเอาไว้เต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องความคงเส้นคงวาของแต่ละคน แต่ละนัดบางคนเล่นดี บางคนเล่นไม่ดี ผมต้องการให้ทุกคนท็อปฟอร์มพร้อมๆกันทั้งทีม ไม่ใช่เล่นกันดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ที่ผ่านมาพอใจแค่ 60-70 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นกับเวลาที่เหลือ ต้องพยายามเพิ่มศักยภาพอีก 30-40 เปอร์เซ็นต์ ให้เต็มร้อย หรือเข้าขั้นท็อปฟอร์ม สำหรับการเจอของแข็งในรอบ 12 ทีมสุดท้ายเอเชีย” กุนซือจอมตีลังกากล่าว

ทางด้าน “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล กล่าวว่า ในการวางแผนเตรียมตัว ควรต้องรู้โปรแกรมแข่งขันก่อนว่าในรอบ 12 ทีมสุดท้าย จะเจอทีมใดบ้าง คงเป็นไปไม่ได้ที่สโมสรจะยอมให้เก็บตัวระยะยาว ซึ่งต้องยึดตามหลักสากล ตามที่สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กำหนดไว้คือแต่ละนัดเก็บตัวประมาณ 5-7 วัน ส่วนทีมที่จะเชิญเตะอุ่นเครื่องด้วย ต้องเป็นทีมที่มีคุณภาพ รวมทั้งต้องหาโปรแกรมไปอุ่นเครื่องนอกประเทศ ทำความคุ้นเคยกับการเล่นระบบเหย้า-เยือน

ที่มา>>>Thairath

รันเวย์ ANCHAVIKA ฮอตฉ่า!! ‘ใหม่-ดาวิกา’ นำทีมอวดความแซ่บ

รันเวย์ร้อนฉ่า! รับฤดูสปริง/ซัมเมอร์ 2016 สำหรับแฟชั่นโชว์ แบรนด์ ANCHAVIKA (อัญชวิกา) สำหรับสาวมั่นยุคใหม่ ที่ชั้น 6 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เอ็มบาสซี งานนี้ซุป’ตาร์ตัวแม่ ใหม่–ดาวิกา โฮร์เน่ นำทีมเขย่าแคตวอล์กโชว์ชุดฟินาเล่ พร้อมด้วย บี–น้ำ-ทิพย์, แนท–อนิภรณ์, สิ–พิชญ์สินี ฯลฯ มาอวดความแซ่บกับคอลเลกชั่นล่าสุด สตรอง เกิร์ล

นอกจากเหล่าดาราที่มาร่วมอวดโฉมบนรันเวย์แล้ว ยังเป็นการรวมตัวของดาราแฟชั่นนิสต้าที่มาร่วมชมแฟชั่นโชว์สุดปัง ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่เพื่อนซี้ หนิง–ปณิตา,เป้ย–ปานวาด, นท เดอะสตาร์–ทับทิม มัลลิกา, เอสเธอร์ สุปรีย์-ลีลา, ดีเจ ต้นหอม ศกุนต- ลา, มดดำ–คชาภา ฯลฯ และศิลปินไทยที่ไปโด่งดังเกาหลี แบมแบม GOT7 กันต์พิมุก ภูวกุล ที่มาร่วมชิดติดขอบรันเวย์สุดเก๋ ที่จำลองบรรยากาศสงครามทหาร จนเรียกเสียงปรบมือได้อย่างที่จำลองบรรยากาศสงครามเกรียวกราว.

ที่มา>>>Thairath

เผยแล้ว คนร้ายจี้เครื่องบินอียิปต์แอร์ เป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย

เผยแล้ว คนร้ายจี้เครื่องบินอียิปต์แอร์ เป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย
เผยแล้ว คนร้ายจี้เครื่องบินอียิปต์แอร์ เป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย

สื่อนอกเผยแล้ว คนร้ายผู้จี้เครื่องบินอียิปต์แอร์ เที่ยวบิน MS181 ก่อนสั่งลงจอดฉุกเฉินที่สนามบินไซปรัส มีดีกรีเป็นถึงศาสตราจารย์ด้านสัตวแพทย์ คาดลงมือก่อเหตุเพราะอยากย้ายไปอยู่กับเมียเก่า

จากกรณีสะเทือนขวัญจนกลายเป็นข่าวครึกโครมทั่วโลก กับเหตุการณ์ชายปริศนาก่อเหตุจี้เครื่องบินอียิปต์แอร์ เที่ยวบินในประเทศ MS181 และบังคับให้ลงจอดที่สนามบินไซปรัส พร้อมขู่ว่าตนมีระเบิดพร้อมที่จะฆ่าตัวตาย ตามที่รายงานไปนั้น

เผยแล้ว คนร้ายจี้เครื่องบินอียิปต์แอร์ เป็นศาสตราจารย์มหาวิทยาลัย

ล่าสุด วันที่ 29 มีนาคม 2559 เว็บไซต์เทเลกราฟ เปิดเผยว่า นายอิบราฮิม ซามาฮา ผู้ก่อเหตุจี้เครื่องบินแอร์บัส 320 ของสายการบินอียิปต์แอร์ เที่ยวบิน MS181 จากเมืองอเล็กซานเดรีย มุ่งหน้ากรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ถูกเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวแล้ว โดยระบุว่า เขามีอายุราว 40 ปี และมีดีกรีเป็นถึงศาสตราจารย์ภาควิชาสัตวแพทยศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยอเล็กซานเดรีย

โดยเหตุสุดระทึกดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ ช่วงเช้าของวันที่ 29 มีนาคม ตามเวลาท้องถิ่น นายอิบราฮิมได้ก่อเหตุจี้เครื่องบินลำดังกล่าวแล้วออกคำสั่งให้ลงจอดฉุกเฉิน ที่สนามบินลาร์นาคา ประเทศไซปรัส พร้อมยังขู่ผู้โดยสาร ลูกเรือ และกัปตัน ด้วยเข็มขัดระเบิดฆ่าตัวตาย

   ในเวลาต่อมา หลังจากที่เครื่องบินลำดังกล่าวลงจอดอย่างปลอดภัย นายอิบราฮิมได้ปล่อยตัวผู้โดยสารชาวอียิปต์ทั้งหมด ก่อนจะเจรจากับตำรวจว่าต้องการล่ามและขอลี้ภัยทางการเมือง อีกทั้งยังระบุว่าต้องการส่งจดหมายให้กับหญิงสาวชาวกรีก ที่อาศัยอยู่ในประเทศไซปรัส ซึ่งหญิงสาวคนดังกล่าว คือภรรยาเก่าของนายอิบราฮิมนั่นเอง โดยขณะนี้เธอกำลังอยู่ในระหว่างการเดินทางมายังสนามบินลาร์นาคาเพื่อเจรจา กับอดีตสามีของเธอ ภายใต้การคุ้มกันแน่นหนาของเจ้าหน้าที่ตำรวจไซปรัส

อย่างไรก็ดี มีรายงานวงในระบุว่า ในจดหมายของนายอิบราฮิมถึงภรรยาเก่า ถูกเขียนด้วยภาษาอาหรับ โดยมีเนื้อหาในทำนองว่า ต้องการย้ายมาอยู่ที่ประเทศไซปรัสกับเธอ แต่ทั้งนี้ ข้อมูลดังกล่าวยังไม่ได้รับการยืนยันแต่อย่างใด

ภาพจาก ทวิตเตอร์ @raychdigitalink, ทวิตเตอร์ @airlivenet

ผลออกแล้ว คดีเบนซ์ชนฟอร์ด เจนภพ วีรพร ซิ่ง 215-257 กม./ชม.

ผลออกแล้ว คดีเบนซ์ชนฟอร์ด เจนภพ วีรพร ซิ่ง 215-217 กม./ชม.

ผลออกแล้ว คดีเบนซ์ชนฟอร์ด เจนภพ วีรพร ซิ่ง 215-217 กม./ชม.

ความคืบหน้าคดี เจนภพ วีรพร ขับเบนซ์ชนฟอร์ด ใช้ความเร็วขณะชน 215-257 กม./ชม. แจ้งข้อหาเพิ่ม 4 ข้อหา ยันมีหลักฐานเอาผิดแน่น พร้อมทั้งจ่อลงโทษทางวินัย 2 ตำรวจ หลังพบบกพร่องในการทำงาน

          วันที่ 29 มีนาคม 2559 พล.ต.อ. พงศพัศ พงษ์เจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมติดตามความคืบหน้าคดีที่ นายเจนภพ วีรพร ขับรถเบนซ์ชนรถฟอร์ด ทำให้ 2 นักศึกษาปริญญาโทเสียชีวิต เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2559 ณ ห้องประชุมนันทโชติ กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

 พล.ต.อ.  พงศพัศ กล่าวหลังการประชุมว่า กองพิสูจน์หลักฐานสรุปความเร็วของรถเบนซ์ขณะขับชนรถฟอร์ดอยู่ที่ประมาณ 215-257 กม./ชม. โดยมีการแจ้งข้อหาเพิ่ม 4 ข้อหา คือ

          1. ขับรถเร็วเกินกว่ากฎหมายกำหนด

          2. ขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยหรือความเดือดร้อนของผู้อื่น

          3. เสพสารเสพติดให้โทษ หรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตหรือประสาท

          4. เป็นผู้ขับขี่เสพยาเสพติดให้โทษหรือวัตถุที่ออกฤทธิ์ ต่อจิตประสาท เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

          ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่ามีพยานหลักฐานที่สามารถเอาผิดผู้ต้องหาได้ทุกข้อกล่าวหาทั้งในคดีเก่าและคดีใหม่ ส่วนเรื่องอาการเจ็บป่วยของผู้ต้องหานั้นยังต้องเก็บเป็นความลับของสำนวนการสอบสวน ซึ่งศาลได้อนุญาตฝากขังผู้ต้องหารอบ 2 อีก 12 วัน โดยจะสิ้นสุดในวันที่ 10 เมษายน และขอยืนยันว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด

 อย่างไรก็ตามในส่วนของการตั้งคณะกรรมการสอบสวนพนักงานสอบสวน สภ.พระอินทร์ราชา ได้ข้อสรุปว่า เบื้องต้นพนักงานสอบสวนมีความบกพร่องในการทำงาน ซึ่งจะลงโทษทางวินัยตำรวจ 2 นายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ผลออกแล้ว คดีเบนซ์ชนฟอร์ด เจนภพ วีรพร ซิ่ง 215-217 กม./ชม.
ผลออกแล้ว คดีเบนซ์ชนฟอร์ด เจนภพ วีรพร ซิ่ง 215-217 กม./ชม.

ข้อมูลจาก สำนักข่าว INN

ทัพมด16มาเลย์ ยึดรถไฟ ขนยาไอซ์229โล

ทัพมด1

ผ่านกรุงเทพฯมุ่งปาดังเบซาร์ตร.ได้กลิ่นกวาดตะครุบยกทีมแฉหลุดถึงยุโรปพุ่ง3พันล้าน

ผบช.ก.แถลงโชว์ผลงานชิ้นโบแดง ตร.รถไฟรวบขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติชาวมาเลย์ 16 คน ยึดยาลอตมหึมา ไอซ์ 229 กก. และเฮโรอีน 6.3 กก. ขณะสะพายกระเป๋าเป้ขนยากระจายอยู่ตามโบกี้ บนขบวนรถไฟ กทม.-ปาดังเบซาร์ เผยผู้ต้องหาเข้าออกประเทศหลายครั้ง ขนยาจากเหนือมาพักที่ กทม. ก่อนส่งต่อเข้ามาเลเซีย ถ้าหลุดรอดไปได้จะมีมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท เตรียมประสานตร.เสือเหลือง เช็กประวัติ รับมีคนไทยเป็นนายจ้างได้ห่อละ 5,000 บาท

ตำรวจรถไฟโชว์จับแก๊งชาวมาเลเซียค้ายา นรกลอตมโหฬาร เปิดเผยขึ้นที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 24 มี.ค. พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผบช.ก. พล.ต.ต.ธนังค์ บุรานนท์ พล.ต.ต.สมหมาย กอง-วิสัยสุข รอง ผบช.ก. และ พ.ต.อ.พฤทธิพงษ์ ประยูรศิริ รอง ผบก.รฟ.รรท.ผบก.รฟ. แถลงจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติชาวมาเลเซีย 16 คน มีนายงอ เคียน ยิว ชาวมาเลเซีย เป็นหัวหน้าแก๊ง พร้อมของกลางยาไอซ์ 229 กก. และเฮโรอีน 6.3 กก. มูลค่ากว่า 300 ล้านบาท หากส่งออกไปประเทศที่ 3 จะมีมูลค่าสูงกว่าสิบเท่า หรือประมาณ 3,000 ล้านบาท ทั้งหมดบรรจุหีบห่อในถุงกาแฟและชา ห่อด้วยกระดาษห่อของขวัญ 2 ชั้นอย่างดี ใส่ในกระเป๋าเป้สะพายหลังใบใหญ่ จับกุมได้บนขบวนรถไฟด่วนระหว่างประเทศที่ 35 กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ช่วงสถานีรถไฟราชบุรีถึงสถานีรถไฟชุมพร ซึ่งเป็นกลุ่มแก๊งเดียวกันแต่อยู่คนละโบกี้

พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าวว่า เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 23 มี.ค.ที่ผ่านมา ด.ต.สันติ ปานดำรงค์ และ ด.ต.นุกูล ปาโต ผบ.หมู่ ส.รฟ.หาดใหญ่ กก.3 บก.รฟ. เจ้าหน้าที่ตำรวจรถไฟประจำขบวนรถด่วนระหว่างประเทศที่ 35 กรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ได้พบผู้โดยสารเป็นนักเที่ยวชาวมาเลเซียท่าทีพิรุธ ทราบชื่อ นายมูฮัมหมัด ไอซามุดดิน บิน อับ ราซัก และนายแมซเนเเซม บิน มานัพ ตรวจค้นกระเป๋าเป้สะพายหลังพบยาไอซ์ น้ำหนัก 23 กก. ผู้ต้องหาได้ซัดทอดไปถึงผู้ร่วมขบวนการว่ามากัน 16 คน ขนยาเสพติดใส่กระเป๋าเป้สะพายหลังกระจายกันอยู่ตามโบกี้ต่างๆ เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ลงที่สถานีรถไฟราชบุรี เมื่อทราบว่ามีผู้ต้องหาจำนวนมากจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและขอกำลังเพิ่ม กระจายกำลังเข้าตรวจค้นรถไฟขบวนดังกล่าว

ผบช.ก.กล่าวอีกว่า ต่อมาเข้าจับกุมผู้ต้องหาที่เป็นเครือข่ายชาติเดียวกัน ได้แก่ นายคามาลุคดิน บิน ซาร์จู นายนาบิล ไซยาฟิก บิน คามาล นายไอดริส ไซยาริฟ บิน ไซยาริฟุดดิน รวม 3 ราย ยึดยาไอซ์ 34 กก. เฮโรอีน 1.5 กก. ควบคุมตัวลง

ที่สถานีรถไฟหัวหิน จับนายเคนนี ลิม เหว่ย เหลียง นายวูน หมิง เซง นายตัน แซท เฟม นายแยป ชุน แมน นายงอร์ เคียน ยิว นายเลียว โฟร์ สวี และนายซีห์ ชิน วี รวม 7 คน ยึดยาไอซ์ 74 กก. ควบคุมตัวลงที่สถานีรถไฟประจวบคีรีขันธ์ รวบนายหว่อง คาห์ เซง นายลู ชี เอค และนายโฮ ไว ไฮ รวม 3 ราย ยึดยาไอซ์ 44 กก. ควบคุมตัวลงที่สถานีรถไฟสุราษฎร์ธานี ส่วนอีกรายนำมาแถลงไม่ทัน (ยังไม่ทราบชื่อ) พบยาไอซ์น้ำหนัก 54 กก. และเฮโรอีน 4.8 กก. ควบคุมตัวลงที่สถานีรถไฟชุมพร รวมผู้ต้องหาทั้งหมด 16 คน

ทัพมด2

พล.ต.ท.ฐิติราชกล่าวต่ออีกว่า ขบวนการค้ายาเสพติดแก๊งนี้ถือเป็นขบวนการใหญ่ที่สุดที่ตำรวจสอบสวนกลางจับกุมได้ในรอบหลายปีที่ผ่านมา จากข้อมูลการสืบสวนพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยหลายครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา มีการลักลอบนำยาเสพติดลอตนี้มาจากภาคเหนือเพื่อลำเลียงมาพักที่ กทม. ก่อนลำเลียงต่อลงทางภาคใต้โดยใช้เส้นทางขบวนรถไฟและมีจุดหมายปลายทางที่ประเทศมาเลเซีย จากนี้ตำรวจจะร่วมกับตำรวจมาเลเซียในการตรวจสอบประวัติ และขยายผลจับกุมขบวนการที่เหลือเชื่อว่าจะมีคนไทยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย สำหรับยาเสพติดลอตนี้หากหลุดรอดไปได้ นอกจากจะขายในมาเลเซียแล้วเชื่อว่าจะถูกส่งไปยังประเทศแถบยุโรปด้วย

ผบช.ก.กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการสืบสวนทราบว่า ผู้ต้องหาเดินทางเข้ามาประเทศไทยเมื่อวันที่ 14 มี.ค.ที่ผ่านมา ผู้ต้องหาบางรายมีการเดินทางโดยเครื่องบินจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย บินตรงมาลงที่สนามบินนานาชาติเชียงใหม่ ขณะที่บางรายพบข้อมูลว่าเดินทางเข้ามาทางด่านสะเดา จ.สงขลา แต่ทุกคนมานัดพบกันที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ เพื่อมารับของกลาง จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การว่า มีคนไทยเป็นผู้ว่าจ้าง ขณะที่บางรายอ้างว่าได้รับการจ้างวานจากกรุงกัวลาลัมเปอร์ ได้ค่าจ้างห่อละ 5,000 บาท ทั้งหมดอ้างว่าไม่รู้ว่าของที่ให้ลำเลียงเป็นยาเสพติด อย่างไรก็ตาม บางคนพบตั๋วรถไฟเชียงใหม่-กทม. จึงเชื่อว่ามีการลำเลียงยาเสพติดลอตนี้ทางรถไฟมาจากเชียงใหม่ มาเปลี่ยนรถไฟที่ กทม. เบื้องต้นแจ้งข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาไอซ์และเฮโรอีน) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย นำตัวผู้ต้องหาและของกลางส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ดำเนินคดีต่อไป

นอกจากนี้ พล.ต.ท.ฐิติราชยังแถลงข่าวตำรวจทางหลวง จับกุมนายสมนึก ณ เชียงใหม่ อายุ 32 ปี ข้อหามียาเสพติดประเภท 5 กัญชา ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย จับกุมที่ริมถนนขาล่อง กม.24 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี พร้อมของกลางกัญชาอัดแท่ง 75 แท่ง น้ำหนัก 75 กก. มูลค่ากว่า 1 ล้านบาท รถกระบะนิสสัน รุ่นนาวารา สีดำ ทะเบียนป้ายแดง ก-1176 มหาสารคาม โดยเมื่อเวลา 04.00 น. วันที่ 24 มี.ค. ผู้ต้องหาขับผ่าด่านตรวจบริเวณถนนมิตรภาพ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี หลบหนี ตำรวจไล่ล่าจนรวบตัวได้ ผู้ต้องหา ให้การว่านำกัญชามาจาก จ.มุกดาหาร ซื้อมาจากประเทศลาว จะนำไปส่งให้ผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ กทม. นำตัวส่งพนักงานสอบสวน บช.ปส. ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ที่มา>>>Thairath

สตรอเบอรี่ 88 สายพันธุ์ไทย ละลายในปาก..ชิงตลาดพรีเมียม

สตอเบอรี่1

มูลนิธิโครงการหลวงส่งเสริมให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงปลูกสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 80 และพันธุ์ 329 ป้อนให้กับ บ.ดอยคำ ผลิตภัณฑ์อาหาร สร้างรายได้ให้เกษตรกรไม่ต่ำกว่าไร่ละ 80,000 บาท มานานกว่า 10 ปี…ล่าสุดเตรียมส่งสตรอเบอรี่พันธุ์ใหม่ พันธุ์พระราชทาน 88 ตีตลาดพรีเมียม สกัดดาวรุ่งสตรอเบอรี่เกาหลีที่ขณะนี้กำลังฮอตฮิตติดตลาดในบ้านเรา

สตอเบอรี่2

“สตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 88 เป็นลูกผสมระหว่างพันธุ์พระราชทาน 80 กับพันธุ์พระราชทาน 60 วิจัยและพัฒนาสายพันธุ์โดยมูลนิธิโครงการหลวง มาตั้งแต่ปี 2550 และได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 88 พรรษา 5 ธันวาคม 2558 ปัจจุบันอยู่ระหว่างขอขึ้นทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตร”

สตอเบอรี่3

จุดเด่นของสตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 88 ดร.ณรงค์ชัย พิพัฒน์ธนวงศ์ รักษาการรองอธิการบดีฝ่ายกิจการพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ประสานงานไม้ผลขนาดเล็ก-ร้อน มูลนิธิโครงการหลวง หัวหน้าคณะผู้วิจัย อธิบายว่า ลักษณะรูปร่างของผลจะคล้ายหัวใจมากกว่าสายพันธุ์อื่น ผิวสวย ไม่มีขนติดผิวผล

สตอเบอรี่4

ขนาดของผลค่อนข้างสม่ำเสมอ สีส้มแดงถึงแดงสด เนื้อละเอียดแน่น สีแดงสลับขาว หวานกว่าสายพันธุ์อื่น (15-20 บริกซ์) แทบจะไม่มีรสเปรี้ยวติด กลิ่นหอมโดดเด่นกว่าทุกสายพันธุ์ที่เคยมีมา ที่สำคัญรับประทานแล้ว สัมผัสแรก…เนื้อสตรอเบอรี่แทบละลายในปาก ผสานกับความหอมหวานที่มิอาจพบได้ในสายพันธุ์อื่น

ด้วยเหตุนี้ปี 2560 มูลนิธิโครงการหลวง และดอยคำ จึงเตรียมส่งเสริมเกษตรกรปลูกขายตลาดพรีเมียมเกรด เน้นคุณภาพเป็นหลัก ส่งขึ้นห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หวังแข่งขันทดแทนการนำเข้าสตรอเบอรี่จากต่างประเทศ โดยเฉพาะสตรอเบอรี่เกาหลีราคาแพง ตั้งแต่แพ็กละหลายร้อยถึงหลักพัน

สตอเบอรี่5

สตรอเบอรี่พันธุ์พระราชทาน 88 ผ่านการปรับปรุงพันธุ์ และทดลองปลูกที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ขณะนี้มีต้นพันธุ์แล้วกว่า 10,000 ต้น พร้อมเตรียมคัดเลือกแปลงที่เหมาะสม ส่งเสริมเกษตรกรบนดอยต้นกำเนิดทดลองปลูก ก่อนขยายสู่พื้นที่อื่นตามความเหมาะสมต่อไป

สตอเบอรี่6

เป็นพันธุ์ที่เหมาะกับอากาศไม่หนาวเย็นเกินไป อุณหภูมิระหว่าง 15-25 องศา ชอบแดดจัด แต่ไม่ชอบชื้นเกินไป ส่วนการปลูกและการดูแลแทบไม่ต่างจากพันธุ์เดิมที่เกษตรกรคุ้นเคย…แต่เมื่อออกดอกจะแทงช่อออกมานอกพุ่ม ทำให้แมลงมาผสมเกสรได้ง่าย ให้ลูกดกใกล้เคียงกับพันธุ์ 80 ประมาณไร่ละ 1.5-3 ตัน ค่อนข้างปลอดโรคและแมลงศัตรูพืช เพราะช่อดอกไม่ต่ำจนสัมผัสกับพื้นเหมือนพันธุ์ดั้งเดิม

จึงเป็นพันธุ์ที่เกิดมาเพื่อสยบสตรอเบอรี่เกาหลี ขยี้สตรอเบอรี่อเมริกา ข่มชะตาสตรอเบอรี่นอกอย่างแท้จริง.

กรวัฒน์ วีนิล

ที่มา>>>Thairath

กทม. แจงปมตัดต้นไม้หน้าสีลมเพื่อความปลอดภัย ต้นไม้มีโรค-อาจโค่นได้

 * กทม. แจงปมตัดต้นไม้หน้าสีลมเพื่อความปลอดภัย ต้นไม้มีโรค-อาจโค่นได้ *

ตัดต้นไม้หน้าสีลม

กทม. ชี้แจงกรณีตัดต้นประดู่ หน้าสีลม ซอย 10 เผยพบโรคและแมลงทำลายต้นไม้ หากเจอลมแรงอาจหักโค่นได้ จึงต้องตัดทิ้งเพื่อความปลอดภัย

ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อย่างมาก หลังจากมีผู้นำภาพของต้นประดู่ที่ถูกตัดจนเหลือเพียงตอไม้มาเผยแพร่ในเฟซบุ๊ก ระบุว่าต้นไม้ต้นนี้ถูก กทม. ตัดไป บริเวณหน้าสีลม ซอย 10 พร้อมตั้งคำถามว่า กทม. ต้องการอะไรกันแน่ ขณะที่หลายคนแสดงความข้องใจว่าเหตุใดจึงต้องมีการตัดต้นไม้จนเหลือแต่ตอเช่นนี้ ทั้งที่ต้นไม้ดูแข็งแรงดี

จากกระแสวิจารณ์ดังกล่าว ทำให้ในเวลาต่อมา วันที่ 21 มีนาคม 2559 ทางเฟซบุ๊ก ทีมอาสา ผู้ว่าฯ กทม จึงต้องออกมาชี้แจงกรณีตัดต้นไม้บริเวณสีลม ซอย 10 โดยระบุว่า ทางกลุ่มงานปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ตรวจสอบพบว่าต้นประดู่ดังกล่าวมีกิ่งหัก โค่นไปพาดกับเสาโคมไฟ จึงต้องดำเนินการเอาออกเพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่สัญจรไปมาหรืออาศัยอยู่บริเวณนั้น

อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบต้นไม้บริเวณรากและลำต้น พบว่ามีโรคและแมลงเข้าทำลายทั้งต้น ไม่สามารถเจริญเติบโตได้อีกต่อไป เมื่อเจอลมพัดแรง อาจหักโค่น เป็นอันตรายกับพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวและยานพาหนะที่แล่นผ่านไปมาได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการตัดต้นไม้ ซึ่งกลุ่มงานปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้จะรีบดำเนินการขุดถอนและปลูกต้นใหม่ทดแทน

อ่านเพิ่มเติม กทม. แจงปมตัดต้นไม้หน้าสีลมเพื่อความปลอดภัย ต้นไม้มีโรค-อาจโค่นได้

เรื่องดี ๆ ที่ต้องแชร์ แม่ค้าใจดี แจกน้ำเต้าหู้ให้คนท้องกินฟรีจนคลอด

 * เรื่องดี ๆ ที่ต้องแชร์ แม่ค้าใจดี แจกน้ำเต้าหู้ให้คนท้องกินฟรีจนคลอด *

แจกน้ำเต้าหู้

เรื่องดี ๆ ที่ต้องแชร์ ! แม่ค้าใจดี แจกน้ำเต้าหู้ให้คนท้องกินฟรีจนคลอด พิกัดตลาดห้วยขวาง การแบ่งปันเล็ก ๆ ที่ทำให้สังคมน่าอยู่ เห็นแบบนี้แล้วกดไลค์ให้รัว ๆ เลย

รีทวีตกันเพียบเลยทีเดียว สำหรับภาพและเรื่องราวของแม่ค้าใจดีรายหนึ่ง ที่เขียนป้ายตัวโต ๆ บอกว่า คุณแม่ที่ตั้งครรภ์รับน้ำเต้าหู้ฟรี 1 ถุง ให้ดื่มจนคลอดทุกวัน !! งานนี้ชาวเน็ตเลยขอกดหัวใจให้แม่ค้าคนนี้กันเพียบเลย

โดย คุณ ‏@arthsarun ได้ทวีตภาพดังกล่าวเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559 ระบุว่า แม่ค้าท่านนี้อยู่ที่ตลาดห้วยขวางและโพสต์ภาพแม่ค้ากับป้ายดังกล่าว พร้อมน้ำเต้าหู้เครื่องแน่นให้ได้ชมกัน

เรียกได้ว่าเป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ การแบ่งปันแบบนี้ทำให้สังคมน่าอยู่ขึ้นเป็นกองเลย ยังไงก็ขอให้แม่ค้าท่านนี้ขายดิบขายดี และว่าที่คุณแม่ทั้งหลายก็ขอให้แข็งแรง ๆ ดื่มน้ำเต้าหู้ทุกวันดีต่อลูกในท้องนะคะ

ภาพจาก ทวิตเตอร์ ‏@arthsarun