กรมอุตุฯเผยทั่วไทยยังมีฝนหนัก กทม.-ปริมณฑล ลมแรง-ฝนตกร้อยละ 80 ช่วงบ่ายถึงค่ำ

 เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 24 ชั่วโมงข้างหน้าระบุว่า ประเทศไทยมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ส่วนมากบริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ เลย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล ขอให้ประชาชนในบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากฝนตกหนักและฝนที่ตกสะสมไว้ด้วย สำหรับกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนองในช่วงระหว่างบ่ายถึงค่ำและมีลมกระโชกแรงบางแห่ง สำหรับลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ร่องมรสุมพาดผ่านประเทศพม่า เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณภาคเหนือตอนล่าง และภาคกลางตอนบนทำให้ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางแห่ง สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังปานกลางพัดปกคลุมทะเล อันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทยทำให้ภาคใต้ฝั่งตะวันตก และภาคตะวันออกมีฝนในระยะนี้

พยากรณ์อากาศสำหรับประเทศไทย ภาคเหนือ มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ ตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก และเพชรบูรณ์ อุณหภูมิต่ำสุด 23-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมฆมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย ขอนแก่น กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส

ภาคกลาง มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ ส่วนมากบริเวณจังหวัดชัยนาท นครสวรรค์ ลพบุรี สระบุรี และพระนครศรีอยุธยา อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส

ภาคตะวันออก มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด
อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

 ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดสุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 24-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-36 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูง 1-2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 70 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนมากบริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 24-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-32 องศาเซลเซียส ลมตะวันตกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีโอกาสเกิดฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 80 ในช่วงระหว่างบ่ายถึงค่ำ กับมีฝนตกหนักบางแห่งและมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 26-27 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 34-36 องศาเซลเซียส

ที่มา>>>ข่าวสด

ระทึก!! หนุ่มคลั่ง มีดจี้คอแฟนสาว18-น้ำมันราด แม่เข้าห้ามถูกไล่แทง-ตร.เจรจา5ชม.แล้ว

 วันที่ 25 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 22.00 น. วันที่ 24 ส.ค. ที่ผ่านมา พ.ต.ท.อุทัย ขันทอง รอง.ผกก.ป สภ.พระสมุทรเจดีย์ ได้รับแจ้งว่ามีชายคลุ้มคลั่งใช้อาวุธมีดจี้ภรรยา ภายในบ้าน หมู่ที่ 1 ซอย.ผสมศรี ต.ปากคลองบางปลากด อ.พระสมุทรเจดีย์ จ.สมุทรปราการ จึงพร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจรถยนต์ รถจักรยานยนต์และฝ่ายสืบสวนเดินทางไปยังที่เกิดเหตุ ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ขนาด 2 ชั้น บริเวณชั้นล่างเป็นพื้นที่โล่ง ด้านขวามือของตัวบ้านกั้นเป็นห้องนอนขนาด 2X2 เมตร ภายในห้องพบนายคิมหันต์ อายุ 22 ปี อยู่ หมู่ที่ 1 ต.บางโฉลง อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ขังตัวเองอยู่ในห้องนอน โดยล็อกตัวและใช้มีดปลอกผลไม้ขนาดความยาว 10 นิ้ว จี้ไปที่ลำคอ นางสาวเต้ (นามสมมติ) อายุ 18 ปี แฟนสาว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบกว่า 10 นาย ยืนรายล้อมรอบบ้าน พร้อมเกลี้ยกล่อมให้ชายคนดังกล่าวให้วางอาวุธลง แต่ไร้ผล ทั้งยังด่ากราดไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยถ้อยคำหยาบคายและตะโกนข่มขู่เจ้าหน้าที่ให้ถอยออกห่าง หากไม่ทำตามจะเชือดคอหอยแฟนสาว พร้อมคว้าแกลลอนน้ำมันเบนซินที่เตรียมมาราดตัวแฟนสาว และตัวเอง พร้อมเตรียมจะจุดไฟเผาทั้งเป็น โดยมีนางรุ่งนภา อายุ 46 ปี ผู้เป็นแม่ยืนพูดเกลี้ยกล่อมช่วยอีกแรง แต่ก็ไร้ผล กลับจะถูก นายคิมหันต์ ใช้มีดไล่แทง โชคดีที่กระโดดหลบได้ทัน จนการเจรจาได้ผ่านไปกว่า 5 ชั่วโมง ขณะเดียวกันทางด้านนายสุพล อายุ 64 ปี กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุ นายคิมหันต์ ได้ออกจากบ้าน เพื่อไปเสพยาไอซ์กับเพื่อนๆ จนกระทั่งเวลา 22.00 น. นายคิมหันต์ ได้กลับมาที่บ้านพักในอาการที่คลุ้มคลั่ง ตาขวาง เหมือนคนขาดสติ จากนั้นได้ดูดน้ำมันเบนซินจากรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่หน้าบ้านใส่ถังแกลลอนแล้วนำเข้าไปในห้องอีกครั้ง ก่อนที่จะราดไปที่ตัวนางสาว เต้ ซึ่งเป็นแฟนสาวจนเปียกชุ่มไปทั่วร่างกาย ส่วนที่เหลือได้ราดมาที่ลำตัวของตัวเอง พร้อมที่จะจุดไฟเผา เมื่อตนเห็นเหตุการณ์ไม่สู้ดี จึงได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาควบคุมสถานการณ์ โดยระหว่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง นายคิมหันต์ได้ไปคว้ามีดในครัวออกมาจี้ไปที่ลำคอแฟนสาวเป็นตัวประกันจนถึงเวลานี้กว่า 5 ชั่วโมง จนถึงเวลา เกือบ 07.00 น. วันนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถควบคุมตัวนายคิมหันต์ได้

ที่มา>>>ข่าวสด

งงเลย!! เก๋งซิ่งตกคลองพังยับ ตร.เข้าไปช่วย หนุ่มเปิดรถวิ่งหนี

วันที่ 24 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.30 น. วันที่ 23 ส.ค. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ธนกร ฐิติธาภาภัค ร้อยเวรสอบสวน สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ได้รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถเก๋งเสียหลักตกคลองบริเวณถนนรังสิต-นครนายก ขาเข้ารังสิตใกล้สะพานแดง ต.ประชาธิปัตย์ อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี จึงไปที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลนครรังสิต ที่เกิดเหตุพบรถเก๋งยี่ห้อฮอนด้า หมายเลขทะเบียน ษว 317 กรุงเทพมหานคร สภาพรถพังเสียหาย กันชนหน้าหลุด ส่วนคนขับ หลังจากรถตกลงไปข้างคลอง ได้เปิดประตูรถและวิ่งขึ้นสะพานแดงข้ามคลองหนีไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรและเจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลนครรังสิตวิ่งตามไป และสามารถจับกุมตัวไว้ได้ ทราบชื่อ คือ นายปริพัฒน์ พิศวงษ์ อายุ 29 ปี อยู่ ม.5 แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เจ้าหน้าที่กู้ชีพเทศบาลนครรังสิต จึงปฐมพยาบาลเบื้องต้น และยังมีเหล็กข้างทางถูกชนได้รับความเสียหายด้วย จากการสอบถามนายปริพัฒน์ พิศวงษ์ อายุ 29 ปี คนขับบอกว่า ตนเองทำงานเป็นช่างแอร์ ก่อนเกิดเหตุตนเองได้ไปดื่มสุราที่บ้านเพื่อนย่านคลองสาม และกำลังจะไปเที่ยวต่อย่านสะพานใหม่ เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุรถเกิดเสียหลักพุ่งตกลงไปในคลอง ส่วนที่ตนเองวิ่งหนีนั้น เพราะว่าตกใจและรถคันนี้เป็นรถของเพื่อนที่ตนเองยืมมาด้วย  ด้านเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุแล้ว จึงได้นำตัวไปสอบสวนต่อที่ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์อีกครั้งหนึ่ง

ที่มา>>>ข่าวสด

หนุ่มเปิดฝาถังน้ำมันจยย.เพื่อสูดดมน้ำมัน แต่ถังดูดจมูกติด-ขาดอากาศเสียชีวิต

เหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.โพธิ์แก้ว จ.นครปฐม ได้รับแจ้งเหตุพบผู้เสียชีวิตที่หน้าบ้านเลขที่ 55/6 หมู่ที่ 2 ซอยไร่ขิง16 ต.ไร่ขิง อ.สามพราน จ.นครปฐม จึงรุดไปตรวจสอบ พบร่างนายประดับ ประโคนชัย อายุ 45 ปี พ่อค้าผักนั่งอยู่บนเก้าอี้ ลักษณะก้มหน้า จมูกถูกดูดติดอยู่ในช่องถังเติมน้ำมันรถจักรยานยนต์ เสียชีวิตมาไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่กู้ภัยมูลนิธิปอเต็กตึ๊งต้องช่วยกันดึงร่างนายประดับออกมาจากช่องถังเติมน้ำมัน  ตำรวจสอบสวนทราบว่า ผู้ตายเป็นคนที่ติดสารระเหย ช่วงเช้าผู้ตายได้นำผักใส่ถุงไปแขวนไว้ที่รถจักรยานยนต์เพื่อนำไปส่งลูกค้า และคงจะเปิดเบาะรถจักรยานยนต์ แล้วใช้จมูกเข้าไปสูดดมกลิ่นน้ำมันแทนสารระเหยในถังน้ำมัน แต่ผู้ตายอาจสูดหายใจแรง ทำให้ถังน้ำมันเกิดสูญญากาศดูดจมูกเข้าไปติดกับช่องเติมน้ำมัน จนผู้ตายหมดสติและขาดอากาศหายใจทำให้เสียชีวิตดังกล่าว

ที่มา>>>ข่าวสด

วอนช่วยสองตายายหูตึงพิการดูแลหลานป.4 สุดลำบากอาศัยดักหนู-ขอข้าวเพื่อนบ้านประทังชีวิต

 เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ผู้สื่อข่าวรับแจ้งว่า ที่บ้านม่วงคำ หมู่ที่ 4 ต.นาตาล อ.เต่างอย จ.สกลนคร มีตายาย อายุ 76 ปีและ 73 ปี สู้ชีวิตลำพังกับหลานชาย อายุ 11 ขวบ โดยสามีสภาพหูตึง  ภรรยาพิการเดินไม่ได้ ต้องรับภาระดูแลภรรยาที่อายุมากและหลานชาย อาศัยเบี้ยผู้พิการประทังชีวิต ไม่เพียงพอรายได้ ไม่มีอาหารต้องออกไปหาวางกับดักหนูตามท้องนามาขาย บางวันได้ก็มีกิน  ภรรยาอายุมากอยากได้รถเข็นนั่ง รอหลายปียังไม่ได้ ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปพร้อมกับนายทศพล สินยบุตร นายอำเภอเต่างอย และนายวรินทร์ ตะประชุม นายก อบต.นาตาล อ.เต่างอย พบนายมินหรือตามิน ศรีทิน อายุ 76 ปี เจ้าของบ้านกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับภรรยาที่นอนป่วยไม่สามารถเดินได้ คือนางสมหวังหรือยายหวัง ศรีทิน อายุ 73 ปี สภาพนอนแบติดพื้นเคลื่อนไหวลำบาก ทำได้เพียงพยุงลุกขึ้นนั่งเท่านั้น สอบถาม นายมิน หรือตามิน พูดจาวกวนและพอจับใจความได้ เนื่องจากมีสภาพพิการหูอื้อหรือตึง ต้องพูดเสียงดังจึงจะได้ยินและเข้าใจ พอจับใจความได้ว่า อยู่กับภรรยาที่นอนป่วยอัมพฤกษ์ เดินไม่ได้ ช่วยตัวเองลำบาก และตนเองก็มีสภาพหูไม่ดี อาศัยอยู่กับภรรยาและหลานชาย 1 คนอายุ 11 ปี กำลังเรียนอยู่ในหมู่บ้าน ชีวิตลำบาก โดยตนมีลูกทั้งหมด มี 7 คน หนีไปทำงานและมีครอบครัวกันหมด และมีลูกชายนำหลานให้มาอยู่ด้วย 1 คน และกำลังเรียนอยู่ชั้นป.4 และว่างก็คอยดูแลยายช่วย ลูกๆนานครั้งจะมาเยี่ยม ตนอยู่อย่างลำบาก ข้าวอาหารก็ได้เพื่อนบ้านมาช่วยเป็นบางครั้ง และอาศัยที่ตนในช่วงเย็นจะนำกับดักหนู ออกไปวางดักที่ท้องนาตามป่า เพื่อนำมาขายและเป็นอาหาร วันไหนได้ก็มีอาหาร วันไหนไม่มี เพื่อนบ้านก็ช่วย สงสารแต่หลานชาย เพราะกำลังเรียนหนังสือ ก็ลำบาก บางวันแทบไม่ได้กินข้าว เพราะไม่มี “ส่วนภรรยาที่ป่วยก็ลุกลำบาก การขับถ่ายต้องใช้แพมเพิส ช่วยและตนเองกับหลานจะคอยเปลี่ยนให้ ส่วนหากแพมเพิสหมดก็จะนำเงินที่ได้จากผู้พิการสูงอายุ นำไปซื้อมาเก็บไว้ เพราะต้องใช้มาก สิ่งที่อยากได้คือรถเข็นให้ยายได้ลุกขึ้นมานั่งและพิงบ้าง เพราะตั้งแต่ป่วยก็ไม่เคยได้เลยสักครั้งกว่า 5 ปีมาแล้ว และเสื้อผ้าเพราะที่ใช้อยู่ปัจจุบันแทบไม่มี ตอนนี้ยอมรับว่าอายุมาก ช่วยเหลือตัวเองก็ลำบากยังมีภาระเมียป่วยเพิ่มหนักขึ้น ส่วนหลานชายก็สงสารเพราะยังเด็ก แต่เขาก็สู้เพราะฐานะยากจน” นายมิน กล่าว

ด้านนายทศพล สินยบุตร นายอำเภอเต่างอย กล่าวว่า หากไม่ได้มาเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงรายหนึ่ง จะไม่ทราบเลยว่ามีผู้ที่ลำบากและป่วยอยากได้รถเข็น ซึ่งจะประสานไปยังส่วนที่เกี่ยวข้องให้มาดำเนินการต่อไป และวันนี้มีแพมเพิสที่ได้จากผู้ที่ทราบข่าวมีเมตตาจิตมอบให้เบื้องต้นแล้วส่วนหนึ่ง

นายวรินทร์ กล่าวว่า สำหรับรายนี้มีลูกหลานหลายคนแต่ได้เดินทางไปทำงานต่างจังหวัด และไปมีครอบครัวอยู่ที่อื่นนานๆครั้งจะกลับมา ก็ได้รับค่าเบี้ยยังชีพ จากอบต.ตลอดจนเบี้ยผู้พิการ ทราบว่ามีหลานชายมาอยู่ด้วย 1 คน ส่วนตาหูตึง ยายเดินไม่ได้ ซึ่งอบต.ก็ช่วยไปตามหลักการวิธีปฎิบัติระเบียบที่มีอยู่ และในพื้นที่ก็มีหลายรายต้องดูแลทุกคน ในเบื้องต้นก็ได้ช่วยเหลือแล้ว

จึงอยากสำหรับท่านที่มีเมตตาจิต ผู้ต้องการให้ความช่วยเหลือ สามารถโอนเข้าบัญชี นายมิน ศรีทิน ธนาคาร ธกส.สาขาโคกศรีสุพรรณ รหัสสาขา 0457 เลขที่บัญชี 014372738152 หรือนายวรินทร์ ตะประชุม นายกอบต.นาตาล อ.เต่างอย จ.สกลนคร เพื่อนำไปมอบให้การช่วยเหลือต่อไป

ที่มา>>>ข่าวสด

เด็กหญิงป่วยประหลาดปานดำขึ้นทั้งตัว ยายเลี้ยงลำพังมาตั้งแต่เกิดหวั่นยิ่งลุกลามถึงชีวิต

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 22 ส.ค.59 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปยังโรงเรียนหนองตาฉาว ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เด็กหญิงปภาศิริ หรือน้องมุ่ย โพธิ์ทองอายุ 5 ปี ศึกษาอยู่ หลังทราบว่ายายน้องมุ้ย ต้องการความช่วยเหลือหลานที่ร่างกายมีผิวหนังสีดำลักษณะเป็นปานดำลุกลามทั่วร่างกาย รวมทั้งใบหน้าเริ่มมีจุดดำเล็ก ๆ ขึ้นไปทั่ว เนื่องจากฐานะของตัวเองยากจน หลังพบกับน้องมุ่ย ได้เดินทางไปยังบ้านเลขที่ 150 หมู่ 2 บ้านหนองตาฉาว อยู่ห่างจากโครงการไร่ชั่งหัวมันตามพระราชดำริ ประมาณ 8 กม. ลักษณะบ้านเป็นปูนชั้นเดียวหลังคาสังกะสีสภาพเสื่อมโทรม ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวก มีแต่ที่นอนหมอนมุ้ง และโทรทัศน์เก่าๆอีก 1 เครื่อง ในบ้านพบนางวันดี บัวเจริญ อายุ 67 ปี ซึ่งเป็นยาย ซึ่งเป็นผู้ที่ดูแลของเด็กหญิงปภาศิริ อยู่ในปัจจุบันจากการดูร่างกายของเด็กหญิงปภาศิริ พบว่าที่บริเวณแผ่นหลังมีปานดำขนาดใหญ่ลักษณะเนื้อย่นและมีขนขึ้นปกคลุมอยู่เต็มแผ่นหลัง ลุกลามไปทั่วสีข้างทั้งสองด้านมาถึงหน้าอกและท้องด้านหน้า เหลือระยะห่างประมาณ 3-4 นิ้ว ก็จะชนกันที่บริเวณหน้าอก นอกจากนี้ที่บนศีรษะ ขา แขน นิ้วมือ และใบหน้ายังพบมีปานดำขนาดเล็กขึ้นกระจายอยู่จนทั่ว

นางวันดี เผยว่า น้องมุ่ยเป็นบุตรของ น.ส.รสสุคนธ์ ฤทธิ์บัว ซึ่งเป็นหลานสาว และ นายภานุพงศ์ โพธิ์ทอง โดยทั้งสองได้เลิกและแยกทางกันเมื่อประมาณ 4-5 ปีก่อน และได้ทิ้งน้องมุ่ยให้ตนเลี้ยงดูเพียงลำพัง โดยน้องมุ่ย มีปานดำติดตัวมาตั้งแต่แรกคลอด ตอนอายุได้ประมาณ 1 เดือน ตนได้พาไปพบแพทย์ที่ รพ.ชะอำ ก่อนจะถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่ ร.พ.ราชวิถี และส่งต่อไปที่ รพ.ศิริราช โดยแพทย์ที่ รพ.ศิริราช บอกว่าปานดำที่ตัวน้องมุ่ยจะลามใหญ่ตามตัวไปเรื่อยๆ ต้องทำการรักษาโดยการฉายแสงเพื่อยับยั้งเซลล์และผ่าตัดนำผิวหนังที่ขามาปลูกทดแทน หากปล่อยไว้จนปานดำที่ด้านหลังแผ่ขยายลามออกไปจนไปชนกันถึงหน้าอกน้องมุ่ยอาจจะมีอาการหายใจไม่ออกและอาจส่งผลถึงชีวิตได้ แต่หลังจากกลับมาแล้วก็ไม่ได้พาน้องมุ่ยไปหาหมออีกเพราะไม่มีเงินที่จะพาไปรักษาและทำการผ่าตัด  “ตอนแรกๆ น้องมุ่ยยังไม่ค่อยมีอาการอะไร แต่พออายุได้ประมาณ 2-3 ขวบ ปานดำเริ่มมีขนขึ้นทั่วบริเวณ ช่วงอากาศร้อน และตอนกลางคืนน้องมุ่ยจะมีอาการคันและมีไข้ขึ้นสูงทุกครั้ง ขณะนี้ปานดำได้ขยายตัวลุกลามไปทั่วแผ่นหลังสีข้างและกำลังจะมาบรรจบที่หน้าอก ตนสงสารน้องมุ่ยมากกลัวน้องมุ่ยจะเสียชีวิต แต่ก็ไม่มีปัญญาหาเงินที่ไหนมารักษา ทุกวันนี้ตนร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรง มีโรคประจำตัวเป็นความดันโลหิตสูง หูก็ฟังไม่ค่อยได้ยิน แต่ก็ต้องกัดฟันออกไปของานจากชาวบ้านทำเพื่อนำเงินค่าแรงซึ่งได้วันละ150-300 บาทมาซื้อนม ผ้าอ้อม และซื้อยามารักษาน้องมุ่ยตามมีตามเกิด และต้องเผื่อแผ่ไปเลี้ยงลูกของหลาน ซึ่งเป็นเด็กชายวัย 3 ขวบ และ 5 ขวบ อีก 2 คน หากวันไหนตนป่วยหรือฝนตกก็ทำงานไม่ได้ไม่มีเงินก็อดกันทั้งครอบครัว วอนขอผู้ใจบุญ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยเหลือนำตัวน้องมุ่ยไปรักษาให้ปานดำหายไปจากตัวน้องมุ่ยด้วย ตนสงสารหลานมากไม่อยากให้ต้องเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย” นางวันดีกล่าวทั้งน้ำตา

ขณะนี้อาการของน้องมุ่ย กำลังอยู่ในขั้นลุกลามเป็นแผ่นปานขนาดใหญ่ ไปทั่วร่างกาย และกำลังลุกลามเข้าไปที่ดวงตา ผู้ที่จิตเมตตาต้องการช่วยเหลือนำน้องมุ่ยไปรักษาตัว หรือช่วยเหลือด้านทุนทรัพย์สามารถติดต่อได้ที่ นางวันดี บัวเจริญ หมายเลขโทรศัพท์ 090-1508774 หรือบริจาคได้ที่ บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ (โครงการ) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ สาขาท่ายาง บัญชีเลขที่ 020006610948

ที่มา>>>ข่าวสด

โกงความตาย! รถบัสพุ่งชนป้ายรถเมล์พังเละ สาวยืนรออยู่…รอดปาฏิหาริย์ (คลิป)

 เว็บไซต์ เร็นทีวี ของรัสเซียนำเสนอภาพกล้องวงจรปิดวินาทีเฉียดตาย ขณะที่รถเมล์วิ่งมาด้วยความเร็วสูง พุ่งชนป้ายรถเมล์พังเสียหายยับเยิน และเฉียดผู้หญิงที่รอป้ายเพียงนิดเดียว โดยได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ในเมืองนิจนีนอฟโกรอดของรัสเซีย เมื่อวันที่ 2 ส.ค. ข่าวระบุว่า รถเมล์คันดังกล่าวยังวิ่งไปชนรถเก๋งที่จอดรถสัญญาณไฟข้างหน้า จนเป็นเหตุให้มีผู้บาดเจ็บทั้งหมด 10 ราย โดย 1 ราย เสียชีวิตหลังนำส่งโรงพยาบาลแล้ว

ที่มา>>>ข่าวสด

นร.หญิง”สตรีนนท์”ชี้จุดโดน”ฟอร์จูนเนอร์สีดำ”ดักฉุดตรงศาลากลางหลังเก่า

จากกรณีที่นายธนะสิทธิ์ ศิริวรธรรม ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีนนทบุรี ได้โพสต์ลงในไลน์กลุ่มครูโรงเรียนสตรีนนทบุรี ว่า เรียนคุณครูสตรีนนทบุรีทุกท่านครับเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคมเกิดเหตุคนร้าย 3 คนขับฟอร์จูนเนอร์สีดำจำทะเบียนไม่ได้จับตัวนักเรียนหญิงชั้นม.6 ขณะออกจากบ้าน เดินทางมาโรงเรียนโดยเหตุเกิดบริเวณท่าน้ำนนท์ใกล้กับศาลากลางหลังเก่านักเรียนถูกบังคับ จับขึ้นรถวิ่งตามถนนพิบูลสงครามช่วงเวลาดังกล่าวรถติดค่อนข้างมากคนร้ายกลับ รถบริเวณใกล้กับคอนโดลุมพินี ย้อนกลับไปทางสะพานพระราม 5 นักเรียนพยายามร้องให้คนช่วยเหลือและต่อสู้ดิ้นรนจนสามารถเปิดประตูรถและใช้ เท้าคาประตูรถไว้ ทำให้ประตูปิดไม่ได้ และเนื่องจากรถติดคนร้ายเห็นท่าไม่ดี จึงถีบนักเรียนจนตกลงจากรถและขับรถหลบหนีไป โดยนักเรียนได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ ผู้ปกครองได้เข้าแจ้งความไว้แล้ว จึงเรียนข้อมูลมาเพื่อให้คุณครูทุกท่านได้เฝ้าระวังแจ้งเตือนนักเรียน  แจ้งเพื่อนครูแจ้งผู้ปกครองรับทราบเพื่อช่วยกันป้องกัน ให้คุณครูที่ปรึกษากำชับให้นักเรียนระมัดระวังโดยเฉพาะช่วงเวลาเดินทางมา เรียนหรือกลับบ้าน และแนะนำวิธีการเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ด้วย ขอแจ้งหน้าเสาธงชาติวันเปิดเรียนด้วยจากผอ.ธนสิทธิ์แจ้งเมื่อ 20 สิงหา 2559  ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบที่สภ.เมืองนนทบุรี ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ ทราบว่า ทางผู้ปกครองของเด็กนักเรียนได้เข้าแจ้งความกับร.ต.อ.หญิงอาทิติยา ภิบาล เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 21 ส.ค.59  โดย ทางพ.ต.อ.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนออกตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามจุดต่าง ๆ ทันที เพื่อหารถฟอร์จูนเนอร์คันที่ก่อเหตุ เนื่องจากทางผู้บังคับบัญชาให้ความสนใจ และมีการแชร์และส่งต่อทางไลน์ ระหว่างครู และผู้ปกครอง ในกลุ่มเด็กนักเรียน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแจ้งความดำเนินคดี ได้มีมารดาของนักเรียนคนดังกล่าว เป็นผู้มาแจ้งที่สภ.เมืองนนทบุรีในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ โดยระบุว่าลูกสาวเป็นนักเรียนชั้น ม.6 วัย 17 ปี เป็นเด็กมีความประพฤติดี โดยเหตุเกิดประมาณ 06.00 น.วันที่ 19 ส.ค. เด็กนักเรียนหญิงข้ามเรือมาจากฝั่งบางศรีเมืองขึ้นที่ท่าน้ำนนทบุรี แวะรับประทานอาหารเช้า จากนั้นก็เดินไปโรงเรียนไปตามถนนที่อยู่ด้านข้างของศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่า ซึ่งเป็นถนนสายแคบๆ ระหว่างเดินเข้าไปได้ประมาณ 100 เมตร ก็มีรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับเข้ามาจอดเทียบ คนในรถเปิดประตูลงมาฉุดเอาตัวนักเรียบนขึ้นไปบนรถทางด้านเบาะหลังแล้วปิดประตูขับออกไป โดยภายในรถมีคนขับอยู่ด้านหน้าเพียงคนเดียว ที่เบาะหลังมี 2 คน บังคับให้ก้มหน้า สำหรับนักเรียนคนดังกล่าวนั่งชิดประตูด้านซ้าย

คนในรถพูดแต่เพียงว่า “เดี๋ยวจะไปส่งให้ถึงที่” พอรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนนใหญ่คนร้ายก็เริ่มผ่อนคลาย ยอมให้ลุกขึ้นมานั่งปกติ แต่ให้หันหน้าออกไปด้านนอก จังหวะนั้นเป็นช่วงที่รถติดมาก เด็กก็เลยตัดสินใจเปิดประตูรถ กระโดดหนีลงมา แต่ถูกคนร้ายตามยื้อยุดอยู่สักพัก แต่สุดท้ายเด็กก็วิ่งหนีมาได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นร.หญิงที่ประสบเหตุได้เดินทางไปที่โรงพักและพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปชี้จุดที่เกิดเหตุโดนรถเก๋งฟอร์จูนเนอร์ฉุดที่บริเวณศาลากลางหลังเก่า โดยเจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำพยานแวดล้อมบริเวณดังกล่าวไว้ด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

จากกรณีที่นายธนะสิทธิ์ ศิริวรธรรม ผู้อำนวยการโรงเรียนสตรีนนทบุรี ได้โพสต์ลงในไลน์กลุ่มครูโรงเรียนสตรีนนทบุรี ว่า เรียนคุณครูสตรีนนทบุรีทุกท่านครับเมื่อเช้าวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคมเกิดเหตุคนร้าย 3 คนขับฟอร์จูนเนอร์สีดำจำทะเบียนไม่ได้จับตัวนักเรียนหญิงชั้นม.6 ขณะออกจากบ้าน เดินทางมาโรงเรียนโดยเหตุเกิดบริเวณท่าน้ำนนท์ใกล้กับศาลากลางหลังเก่านักเรียนถูกบังคับ จับขึ้นรถวิ่งตามถนนพิบูลสงครามช่วงเวลาดังกล่าวรถติดค่อนข้างมากคนร้ายกลับ รถบริเวณใกล้กับคอนโดลุมพินี ย้อนกลับไปทางสะพานพระราม 5 นักเรียนพยายามร้องให้คนช่วยเหลือและต่อสู้ดิ้นรนจนสามารถเปิดประตูรถและใช้ เท้าคาประตูรถไว้ ทำให้ประตูปิดไม่ได้ และเนื่องจากรถติดคนร้ายเห็นท่าไม่ดี จึงถีบนักเรียนจนตกลงจากรถและขับรถหลบหนีไป โดยนักเรียนได้รับบาดเจ็บ ทั้งนี้ ผู้ปกครองได้เข้าแจ้งความไว้แล้ว จึงเรียนข้อมูลมาเพื่อให้คุณครูทุกท่านได้เฝ้าระวังแจ้งเตือนนักเรียน  แจ้งเพื่อนครูแจ้งผู้ปกครองรับทราบเพื่อช่วยกันป้องกัน ให้คุณครูที่ปรึกษากำชับให้นักเรียนระมัดระวังโดยเฉพาะช่วงเวลาเดินทางมา เรียนหรือกลับบ้าน และแนะนำวิธีการเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ด้วย ขอแจ้งหน้าเสาธงชาติวันเปิดเรียนด้วยจากผอ.ธนสิทธิ์แจ้งเมื่อ 20 สิงหา 2559  ต่อมาผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบที่สภ.เมืองนนทบุรี ซึ่งเป็นท้องที่เกิดเหตุ ทราบว่า ทางผู้ปกครองของเด็กนักเรียนได้เข้าแจ้งความกับร.ต.อ.หญิงอาทิติยา ภิบาล เมื่อเวลา 12.00 น.วันที่ 21 ส.ค.59  โดย ทางพ.ต.อ.ปัณณพัฒน์ เดชโชติพิสิฐ ผกก.สภ.เมืองนนทบุรี ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนออกตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดตามจุดต่าง ๆ ทันที เพื่อหารถฟอร์จูนเนอร์คันที่ก่อเหตุ เนื่องจากทางผู้บังคับบัญชาให้ความสนใจ และมีการแชร์และส่งต่อทางไลน์ ระหว่างครู และผู้ปกครอง ในกลุ่มเด็กนักเรียน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการแจ้งความดำเนินคดี ได้มีมารดาของนักเรียนคนดังกล่าว เป็นผู้มาแจ้งที่สภ.เมืองนนทบุรีในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ โดยระบุว่าลูกสาวเป็นนักเรียนชั้น ม.6 วัย 17 ปี เป็นเด็กมีความประพฤติดี โดยเหตุเกิดประมาณ 06.00 น.วันที่ 19 ส.ค. เด็กนักเรียนหญิงข้ามเรือมาจากฝั่งบางศรีเมืองขึ้นที่ท่าน้ำนนทบุรี แวะรับประทานอาหารเช้า จากนั้นก็เดินไปโรงเรียนไปตามถนนที่อยู่ด้านข้างของศาลากลางจังหวัดนนทบุรีหลังเก่า ซึ่งเป็นถนนสายแคบๆ ระหว่างเดินเข้าไปได้ประมาณ 100 เมตร ก็มีรถฟอร์จูนเนอร์สีดำขับเข้ามาจอดเทียบ คนในรถเปิดประตูลงมาฉุดเอาตัวนักเรียบนขึ้นไปบนรถทางด้านเบาะหลังแล้วปิดประตูขับออกไป โดยภายในรถมีคนขับอยู่ด้านหน้าเพียงคนเดียว ที่เบาะหลังมี 2 คน บังคับให้ก้มหน้า สำหรับนักเรียนคนดังกล่าวนั่งชิดประตูด้านซ้าย

คนในรถพูดแต่เพียงว่า “เดี๋ยวจะไปส่งให้ถึงที่” พอรถเลี้ยวเข้าสู่ถนนนใหญ่คนร้ายก็เริ่มผ่อนคลาย ยอมให้ลุกขึ้นมานั่งปกติ แต่ให้หันหน้าออกไปด้านนอก จังหวะนั้นเป็นช่วงที่รถติดมาก เด็กก็เลยตัดสินใจเปิดประตูรถ กระโดดหนีลงมา แต่ถูกคนร้ายตามยื้อยุดอยู่สักพัก แต่สุดท้ายเด็กก็วิ่งหนีมาได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ นร.หญิงที่ประสบเหตุได้เดินทางไปที่โรงพักและพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปชี้จุดที่เกิดเหตุโดนรถเก๋งฟอร์จูนเนอร์ฉุดที่บริเวณศาลากลางหลังเก่า โดยเจ้าหน้าที่ได้สอบปากคำพยานแวดล้อมบริเวณดังกล่าวไว้ด้วย

ที่มา>>>ข่าวสด

โกรธเพื่อนคนงานเมาโดดถีบหน้า คว้ามีดแทงสวนดับคาที่

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 19 ส.ค.2559 พ.ต.ท.บำรุง วสุนธรานิติกุล รองผู้กำกับ(สอบสวน) สภ.เมืองกาญจนบุรี ได้รับแจ้งเหตุจากศูนย์วิทยุ 191 ภ.จว.กาญจนบุรี ว่ามีคนถูกอาวุธมีดแทงเสียชีวิตที่แคมป์พักคนงาน หมู่ 7 ต.เกาะสำโรง อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ส่วนคนร้ายอยู่ระหว่างการหลบหนี  หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ จากนั้นจึงรีบรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พ.ต.อ.ทศพร ปทุมยา ผกก.สภ.เมืองกาญจนบุรี พ.ต.ท.ภุชงค์ ณรงค์อินทร์ รอง ผกก.สส.สภ.เมืองกาญจนบุรี พ.ต.ต.พิษณุ เฉิดโฉม สวป.สภ.เมืองกาญจนบุรีพ.ต.ต.วิทวัช น้อยพานิช สว.สส.สภ.เมืองกาญจนบุรี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน ภ.จว.กาญจนบุรี แพทย์เวรโรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา และมูลเจ้าหน้าที่นิธิพิทักษ์กาญจน์

ที่เกิดเหตุ มีศพนายสมพงษ์ ผึ้งนุ่ม อายุ 45 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42 ซอย 2 ต.ตาคลี อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์ ถูกแทงด้วยของมีคมเข้าที่ซี่โครงด้านซ้าย 4 แผล นอนหงายเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่หน้าห้อง

ส่วนผู้ต้องสงสัยคือนายสมชาย สุตะวงศ์ อายุ 45 ปี ชาวต.จันจว้า อ.แม่ริม จ.เชียงราย หลบหนีไปกับความมืด พ.ต.อ.ทศพรสั่งการให้เจ้าหน้าที่ไล่ล่าเพื่อจับกุม โดยใช้เวลาไม่นานนักก็จับได้ขณะซุกซ่อนตัวอยู่ในป่าละเมาะข่างทางห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 200 เมตร จึงคุมตัวไปสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่ สภ.เมืองกาญจนบุรีจากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ผู้เสียชีวิตและผู้ต้องหาเป็นเพื่อนสนิทกัน และทำงานที่บริษัทรับเหมาทาสีแห่งหนึ่ง ซึ่งทางบริษัทเพิ่งส่งทั้งสองมาพักที่ห้องพักคนงาน เมื่อวันที่ 18 ส.ค. เพื่อรอให้ทางบริษัทเดินทางมารับในวันที่ 20 ส.ค. เพื่อไปทาสีให้กับรีสอร์ต

ก่อนเกิดเหตุขณะที่ทั้งสองนั่งดื่มกันอยู่ภายในห้อง ก็เกิดทะเลาะกันโดยที่ยังไม่รู้สาเหตุ คนงานที่พักอยู่ห้องข้างๆ ก็เห็นนายสมชาย วิ่งหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว ส่วนผู้เสียชีวิตตะเกียกตะกายออกมาจากห้องก่อนที่จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ผู้ต้องสงสัยให้การในเบื้องต้นว่า พักอยู่คนละห้องกับผู้เสียชีวิต ก่อนเกิดเหตุขณะที่ตนกำลังกินข้าวพร้อมกับนั่งดื่มเหล้าขาวอยู่ภายในห้อง ผู้ตายได้เดินมาหาเพื่อขอดื่มเหล้าด้วย ตนก็ให้กิน พอผู้ตายเมาได้ที่ก็ส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย ตนจึงไล่ให้ออกไปจากห้อง ซึ่งผู้ตายก็กลับไปด้วยดี

แต่จู่ๆ ขณะที่ตนกำลังกินข้าว ผู้ตายก็เดินกลับมาแล้วผลักประตูห้องเข้าห้องแล้วใช้เท้าถีบเข้ามี่ใบหน้าตน ด้วยความโมโห ตนจึงคว้ามีดแทงเข้าตามร่างกายจนเสียชีวิต หลังก่อเหตุจึงรีบวิ่งหนี แต่ไม่รู้จะหลบหนีไปทางไหนเพราะไม่รู้เส้นทาง สุดท้ายกูมาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมได้ในที่สุด

ที่มา>>>ข่าวสด

น้องแพร พริตตี้สาว เปิดใจเหตุแฉดาราหนุ่ม ขอเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายที่ถูกทำร้าย(คลิป)

เมื่อวันที่ 19 ส.ค. จากกรณีพริตตี้แฉดาราหนุ่ม นักแสดงหน้าใหม่จากละคร “น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์” ออกอากาศทางช่อง 3 นอกใจและทำร้ายร่างกายลูก 3 เดือนนั้น ที่ตึกจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ เพลส สาวแพร-ชนิตา สุวรรณานุช อายุ 25 ปี ได้เดินทางมาให้สัมภาษณ์ในรายการ EFM ON TV พร้อมให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า ได้รู้จักฝ่ายชายในเทอมสุดท้ายที่จะเรียนจบ โดยฝ่ายชายเป็นคนเข้ามาจีบเรา คบกันมาปีกว่าๆ ถึงแต่งงานกัน ตอนนั้นลูกอายุได้ประมาณ 5-6 เดือน พ่อแม่ฝ่ายชายทราบเรื่องมีลูก แต่ไม่ทราบเรื่องแต่งงาน ที่ยังแต่งงานกันทั้งที่ทำร้ายลูก เพราะไม่มีใครทราบเรื่อทำร้ายร่างกาย แต่พ่อแม่ต้องการให้แต่งงานเพื่อหน้าตา ซึ่งตัวเองก็ไม่ได้เต็มใจและทราบว่าฝ่ายชายมีคนอื่นหลังจากแต่งงานได้เพียง 1 เดือน  น้องแพร กล่าวว่า ก่อนเข้าวงการฝ่ายชายเป็นคนเทคแคร์ ใส่ใจ และเข้ากับเพื่อนๆเราทุกคนได้ดี แต่หลังจากเริ่มเข้าวงการพบว่าเปลี่ยนไป ไม่สามารถใช้ชีวิตกับเราได้ตามปกติ ไม่สามารถไปไหนด้วยกันนอกบ้านได้ มีความโมโห ขี้หงุดหงิด เราทำอะไรไม่พอใจก็พร้อมจะปรี๊ดใส่เรา จริงๆ คิดจะเลิก แต่ฝ่ายชายบอกว่าไม่ได้เพราะยังรักลูก อยากอยู่กับเรา จึงต้องปล่อยให้เขามีโลกของเขา โดยช่วงแรกฝ่ายชายไม่ได้มีรายได้นัก จึงเป็นแม่เราที่เป็นคนออกค่าใช้จ่ายให้ เพราะตนเองก็ยังไม่มีงาน

“สำหรับลูกหลังจากโดนทำร้ายบอบช้ำ แต่น้องยังร่าเริง ได้หาหมอตรวจเช็คสภาพร่างกาย และดูแลจิตใจตัวเอง ซึ่งตอนนั้น เราแยกกันอยู่ เราให้โอกาสเขาด้วยการไม่แจ้งความ ไม่เปิดเผย เพราะคิดว่าไม่จำเป็นต้องร้ายตอบ แต่ดึงตัวเองออกมาดีกว่า ซึ่งขณะนั้น เหมือนฝ่ายชายไม่มีสติ จัดการกับการร้องไห้ของลูกไม่ได้ และยังเป็นคนอารมณ์ร้อนเป็นทุนเดิม” น้องแพร กล่าว

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดการทำร้ายลูกขึ้นนั้น น้องแพร กล่าวว่า เกิดขึ้นช่วงหลังๆ ฝ่ายชายมีอารมณ์หงุดหงิดโมโห เราก็เลี้ยงลูกเหนื่อย เขาก็ทำงานเหนื่อยเลยปะทะกัน ซึ่งทุกครั้งก็จะขับรถออกมา หรือไปอยู่กับเพื่อน จะมีทำร้ายร่างกายเรา ทำลายข้าวของ มีประมาณ 2-3 ครั้ง ที่ทำร้ายเราก่อนเลิกกันขาด ส่วนทำร้ายลูกนั้น ครั้งเดียว ที่ต้องเลิกกันขาดคือหลังจากที่ฝ่ายชายมาบอกว่า ไม่สามารถอยู่แบบแอบๆซ่อนๆได้ แม้ว่าจะเสียดายที่ผ่านอะไรมาด้วยกัน แต่ฝ่ายชายบอกว่ากลัว ความเสี่ยงสูงที่คนจะรู้ว่ามีลูกเมียแล้ว ก็เลยยอมให้ฝ่ายชายไปมีอนาคตที่ดี แต่ก็ยังวนเวียนเพราะลูก

สำหรับเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องออกมาโพสต์ น้องแพร กล่าวว่า เป็นเพราะที่บอกว่าเลิกกันแล้ว แต่ยังมีการติดต่อกันอยู่ แต่ก็มาทราบว่า ฝ่ายชายไปไหนมาไหนกับผู้หญิงคนอื่น ก็จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ลุกขึ้นมาโพสต์ คนบอกว่าทำเพราะหึงหวง หรือกลัวโดนเท ก็คงทำมานานแล้ว แต่แค่ไม่อยากให้ผู้ชายแบบนี้ไปทำกับใคร ซึ่งเราได้เห็นมุมที่ไม่ดี ก็ไม่อยากให้ไปทำร้ายใครแบบเดียวกัน และหลังจากประกาศออกไป ก็มีข้อความเข้ามาว่า โดนเหตุการณ์แบบเดียวกัน คนชื่อนี้ทำแบบนี้ ทีโพสต์ก็ไม่ได้อยากให้ฝ่ายชายมาแสดงความรับผิดชอบอะไร เพราะรู้ดีว่าการโพสต์แบบนี้จะไม่ได้ความรับผิดชอบอะไร แต่อยากตัดขาดจากผู้ชายคนนี้ และอยากขอเป็นผู้หญิงคนสุดท้ายบนโลกที่โดนแบบนี้

“ไม่รู้เหมือนกันว่าจะเป็นต้นเหตุตัดอนาคตใครหรือไม่ เพราะเขาก็ยังต้องเลี้ยงพ่อ แม่อยู่ แต่หากสามารถปรับปรุงตัวได้ก็ดีสำหรับตัวเขา ซึ่งที่โพสต์ก็ไม่อยากให้ใครตกเป็นเหยื่ออารมณ์เขาอีก”

กรณีที่มีการระบุว่าฝ่ายชายหึงหวงว่ามีการไปแอบคบเพื่อนนั้น น้องแพร กล่าวว่า ที่โกรธมากเพราะไปแอดเพื่อนเขา เพราะกลัวเพื่อนจะรู้ว่า แพรมีลูกกับเขา แต่แกล้งมาหึงหวงว่า จะไปอะไรกับเพื่อนเขา แต่จริงๆก็คือ กลัวเพื่อนรู้ ส่วนที่คุณพ่อโพสต์ ก็ขอกบอกว่า ชอบเผชิญกับความจริงมากอยู่แล้ว

สำหรับโอกาสกับมาดีกัน “คงไม่มีทาง ถ้ากลับไปคงถูกตัดแม่ตัดลูก ถ้าความสัมพันธ์สามี ภรรยาคงไม่มีแล้ว ได้แค่ความสัมพันธ์พ่อลูก ส่วนเรื่องเงินเคยบอกว่า ไม่เอาเงินก็ได้ แต่อยากได้เอกสารสำหรับลูก ขออย่างเดียวว่าอย่าให้กระทบแพร กับลูก จะพูดอะไรที่ทำให้ตัวเองดูดีก็ได้แต่อย่าให้กระทบเรา ซึ่งตนไม่ได้ติดต่อครอบครัวฝ่ายชาย ที่ผ่านมา เคยมาอุ้ม มาดูหน้าหลานบ้าง”

ที่มา>>>ข่าวสด